-- เด็ก วจ. ขอบ่น --

posted on 14 Feb 2009 15:23 by darkdevilz in -DiarY-

*อนึ่ง... เนื้อหาในเอ็นทรี่ต่อไปนี้จะเรียกว่าการแฉก็ว่าได้ กรุณาใช้เนตรที่สามในการอ่าน* 

**แต่ก็ใช้ฟีลเขียนล้วนๆนะจ้ะ**

***จงคิดว่ามันคือบันทึกใช้บ่นก็พอ***

วจ. หัวข้อเอ็นทรี่นั้น มิใช่ วุฒิสมาชิกจวกหัวพ่อใครเล่นแล้วไม่ติดคุกนะสหาย

ข้าพเจ้า นส. สิรินทรา ชื่อเล่นชื่อแอม เป็นนักศึกษาอยู่ที่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรมมศาตร์ ภาควิชา 'วิจิตรศิลป์' (วจ. นั่นแล)

ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าตัวเองต้องมาใช้ชื่อว่า 'เด็กวจ.' (เดะวอจอ) ก็เกิดความรู้สึกประมาณว่า... วิจิตรแม่งก็สองพยางค์อยู่แล้ว จะย่อให้เหลือแค่ วจ. มันจะเรียกว่าย่อได้ไงวะ แต่ก็ช่างแม่ง เพราะคิดว่าคงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ หรืออาจจะเพราะตัวเราคิดมากไป แต่ก็คาดว่าคงไม่ได้ทำให้แม่ใครเดือดร้อน

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้อยากเอนติด (ชิฟ...) แต่ก็อยากเรียนที่นี่ แต่ไม่ได้อยากเรียนวิจิตร กูรู้ตัวว่ากูไม่อาร์ตพอ แต่กูดันเอนติด ในใจก็นึกด่าตัวเองที่เสือกไม่เอาที่ตัวเองชอบ (เพราะแม่งไกล) แต่ก็นึกขอบคุณที่ตัวเองเอนติดที่นี่ เพราะเพื่อนที่มาจากอัมพรด้วยนั่นล่ะ ก็เลยเลือกที่จะอยู่ที่นี่

แต่มันก็อดภูมิใจไมได้หรอก ความรู้สึกในช่วงแรกๆ แม้จะตะขิดตะขวง แต่ด้วยความอวดดีในตอนนั้นก็คิดไปแล้วล่ะว่าเรียนไหวล่ะวะ เพราะเดิมแล้ว วิจิตรศิลป์มันก็คือฐานของศิลปะทุกแขนง กับกูที่ถึงมันจะออกนิเทศน์ แต่กูจะดันทุรังเรียนไปนี่ล่ะวะ นี่คือความอวดดีในตอนนั้นล้วนๆ

วัฒนธรรมการเข้ารับน้อง - ทุกห้าโมงเย็น(รึสี่ไม่แน่ใจไม่น่าจดจำแต่อยากย้ำเตือน)ของเด็กวจ.เรียกว่าการเข้าซ่อม ซึ่งมันจะไปตรงกับการเข้าเชียร์ของคณะ เด็กจว.อย่างอีแอมจึงร้องเพลงคณะเป็นแค่สองเพลง แต่ก็เป็นสองเพลงที่พูดได้เต็มปากจริงๆว่าภูมิใจที่จะร้อง และด้วยความเข้มข้นของการรับน้อง จึงทำให้การเข้าเชียร์ดูสนุกไปเลย

ครั้งแรกที่พวกเราเด็กเอ๊าะของวจ.มารวมตัวกันเพื่อเข้ารับซ่อม สิ่งที่พวกเราต้องทำ คือการปฏิบัติตามความต้องการของว้ากเกอร์อย่างเคร่งครัด (ข้ามไปบางขั้นตอนเพราะปลาทองออกฤทธิ์) สิ่งที่พวกเค้าต้องการนั่นคือการให้พวกเรา"ทุกคน"เริ่มจากศูนย์ ซึ่งเรื่องนี้เรามาคิดได้ทีหลังจริงๆ

เนื่องจากอีแอมไม่ใช่เด็กเข้าซ่อม - ซึ่งจะเลวมากในสายตาเด็กเข้าซ่อมคนอื่นๆ เพราะถือว่าอีนี่แม่งตอกลางคลอง มือไม่พายเสือกเอาเท้าราน้ำ เพื่อนๆทำอะไรเราก็ไม่ทำกัน เป็นอีเข้ขวางคลองอะไรเทือกนั้น ซึ่งอันนี้อีแอมยอมรับทุกข้อกล่าวหา เพราะเราก็ไม่รับการเข้าซ่อมจริงๆ ข้อแก้ตัวของเราก็คือเพื่อน เพื่อนไม่เข้า เราก็ไม่เข้า เราจึงกลายเป็นกลุ่มเด็ก10คนที่ไม่รับการเข้าซ่อม เพราะงั้นสิทธิบางเรื่องจึงโดนลดทอนไปบ้างตามความสาสม

หัวโจกของเด็ก10คนผู้ไม่เข้าซ่อมนั้น ตอนนี้เค้าก็ออกจากลุ่มไปแล้วค่ะ ด้วยสาเหตุที่รับไม่ได้ที่ตัวเองเคยเป็นเด็กไม่เข้าซ่อมแล้วรุ่นพี่(someone)ไม่คุยด้วย ตอนที่ได้ยินจากปากมันกูเองยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย กูผิดหวังในตัวมึงสุดๆ กูยิ่งขี้แพ้ชวนตีอยู่ขอประจานมึงหน่อย อีหากราก (หอยทาก+ห่าราก)

แต่กระนั้น เรื่องการรับซ่อมหรือไม่ ไม่ใช่ตัวตัดสินความเท่เก๋กู๊ดในการเรียนแต่อย่างใด อย่าซีเรียสนะน้องๆ (กูเป็นพี่แนะแนว??)

เรื่องเรียนที่โหดอำมหิต - มีรุ่นปีสองที่รู้จักกันตั้งแต่พี่เค้าอยู่อัมพรด้วยกัน เคยบอกกับเราว่า กลัวเราไม่ไหวที่จะเรียนที่นี่ เพราะงานหนักมากๆ แทบไมได้นอนเลย พี่เค้าเองก็เคยร้องไห้เพราะท้อกับมันมากเหมือนกันนะ เราเองก็แทบไม่อยากเชื่อว่าพี่เค้าจะเครียดปานนั้น เพราะพี่เค้าคนนี้ในสายตาของแอมเองก็หญิงเหล็กเหมือนกันนะ และเมื่อเด็กนิเทศน์ขนานแท้อย่างเรามาเรียนวิจิตร พี่เค้าเองก็บอกให้เราเตรียมใจไว้ให้มากๆเช่นกัน

เด็กปีหนึ่งผู้ที่ยังไม่มีวิชาเอก - จะเลือกได้ก็ปีสอง เลยยังต้องเรียนทุกอย่างอยู่ เนื่องจากหลักสูตรวิจิตรศิลป์นั้นตามจริงเรียนห้าปี แต่หลักสูตรที่นี่คือสี่ปี เป็นธรรมดาที่ทุกอย่างจะประดังประเดและหนักหนาสาหัสนัก ยิ่งกับอีเด็กนิเทศน์ที่ยังทำใจไม่ค่อยได้คนนี้ยิ่งเลือดโชกยิ่งนัก วิชาเอกมีทั้งหมดสามเอก จิตรกรรม ปะติมากรรม และ ภาพพิมพ์ เทอมแรกที่ผ่านไปไม่ปลื้มกับภาพพิมพ์อย่างรุนแรง ด้วยเทคนิคแต่ล่ะอย่าง ตายเร็วทั้งนั้น เป็นวิชาที่ใช้ความสะอาด ปราณีต บรรจง ในการเรียนสุดๆ เทคนิค แผ่นเหล็ก การโรยผงตายเร็ว การเอาเหล็กฝนให้แหลมแล้วนำไปเขียนบนแผ่นทองแดง การนั่งจับเวลาแช่กรดเหล็กมือเหลือง สารเคมีที่เกิดมาตลอด18ปีในชีวิตไม่เคยทำให้คลื่นเหียนได้ขนาดนี้ ห้องแช่กรด หน้ากากกันพิษ บลาๆเหลือคณานับ ... กูไม่เลืกภาพพิพมพ์แน่ๆ!! ปะติมากรรมที่ตอนแรกชอบใจ เริ่มแรกด้วยการปั้นนูนต่ำบนแป้น สนุกกับการทุบๆ ขย้ำๆค่อยๆร่างและขึ้นรูปตามแบบไปเรื่อยๆ แต่หลังๆเริ่มเซ้งกับการเกลี่ยดินให้เรียบสุดๆ  วิชาปั้นจึงตกไป จิตรกรรม ประกอบไปด้วยการ ดรออิ้ง และ เพ้นท์ เทอมแรก สีน้ำกับสีอะคลีลิค ก็พอถูไถไปได้บ้าง จึงอาจจะเลือกเอกนี้เอามันล่ะวะ (เหมือนแบบเรียนไปให้มันจบเถิด) 

เทอมแรกติดโปรด้วยเกรด1.90เพราะหมาตัวนึง(ไม่โทษตัวเอง เอิ๊กซ์)เทอมนี้อ.มา"แนะนำ"ให้กูไปดรอปวิชาการซะ เออกูเลยไปดรอป แล้วก็ต้องไปดรอปให้ไอ้หมานั่นด้วย เย็ดแม่ง วิชาปั้นเทมอนี้ก็มาปั้นนูนสูงแล้ว มันไม่ได้สนุกอย่างที่เราคิดเลย เหนื่อยสุดๆ แล้วเทอมนี้ ทุกๆคนก็เริ่มที่จะคิดถึงเรื่องเลือกเอกกันแล้ว

เมื่อเด็กนิเทศน์มาเรียนวิจิตรศิลป์ -  แล้วเทอมนี้ ทุกๆคนก็เริ่มที่จะคิดถึงเรื่องเลือกเอกกันแล้ว ภาพพิมพ์เทอมนี้แยกสองกลุ่มเพื่อไปเรียนคนล่ะเทคนิค มีเทคนิคลิทโธและเทคนิคซิลสกรีน เราเรียนซิลสกรีนก่อน ซึ่งขอพูดได้เต็มปากเลยว่ามันเข้าทางนิเทศน์โคดๆ (แต่ลิทโธนั้นโหดหินพอๆกับเทอมหนึ่งนัก) มีใช้สกรีนโทนด้วยนะ อ.เองก็บอกว่าบุคลิคเราเหมาะที่จะเรียนภาพพิมพ์แล้วล่ะ ภาพพิมพ์จึงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในใจตอนนั้น ขอเล่าถึงอ.ภาพพิมพ์คนนี้ซักนิด เราขอเรียกเพื่อความเข้าใจว่า อ.เป๋ ตอนแรกที่เราเจอเค้าครั้งแรกตอนเทอมหนึ่ง เราไม่ค่อยชอบใจเค้านัก แต่พอมาได้สัมผัสกับเค้าจริงๆก็ตอนเรียนซิลสกรีนนี้ ตอนนี้รู้สึกรักเค้าโคดๆเลย  คนที่ประทับใจเมื่อเจอตอนแรกไม่เคยมีดีซักคน ผิดกับคนที่อาจไม่ชอบใจแต่แรก แต่เมื่อลองดูไปแล้วอาจมีดีอยู่ก็ได้ (กระนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคล) แต่อ.เป๋ทำให้เราเชื่อคำๆนี้เลย

เพ้นท์นั้นตัดออกไปจากใจซะ หมามันเรียน ไม่อยากเจอหน้ามัน แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าหมามันไม่เลือกเพ้นท์ เราคงไม่แฮปปี้กับภาพพิมพ์ขนาดนี้ อีกอย่าง แม้เราจะปลื้มกับสีน้ำมันที่เรียนในเทอมนี้ แต่พูดตรงๆว่า เราไม่ต้องการทำตามซับเจ็คต์แต่อย่างใด และเราก็เบื่อกับการวาดต้นไม้ใบหญ้าอย่างคนใจเย็นต่อไป (ทราบว่ามันคือพื้นฐาน แต่ถ้าต้องทำอะไรจำเจต่อไป นั่นก็ทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่ใช่ประเด็นสำหรับเรา) และด้วยความเป็นคนนิสัยเสียที่ทำอะไรซ้ำๆนานๆไม่ได้ จึงชอบที่จะทำอะไรครั้งเดียวผ่านคือผ่านเลย ซิลสกรีนที่เรียนแล้วรุ่งเพราะไม่เคยต้องสเก็ตช์ซ้ำเลย จึงคิดแล้วที่จะเลือก เอกภาพพิมพ์-เด็กซิลสกรีน (เลือกเทคนิคตอนเรียนได้ด้วย ไม่ชอบเทคนิคไหนก็ไม่ต้องทำ เจ๋ง!)

พอกันทีกับการปั้นและเพ้ทน์!!

(ถ้าเทอมนี้ไม่โดนไทร์ หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น)

เสียใจมั้ยที่ตัวเองต้องมาเรียนวิจิตรศิลป์?

เราชอบถามตัวเองอย่างนี้บ่อยๆเวลารู้สึกว่าตัวเองคือผู้แพ้(ทางการเรียนอ่ะนะ) ใจนึงเราก็เสียใจ คนๆนึงต่อให้พยายามแค่ไหน แต่ถ้าไร้ซึ่งพรสวรรค์ทางด้านนั้นจริงๆ ฝึกแม่งให้มือหักไปข้างมันก็ทำได้ไม่เท่าคนที่เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นจริงๆ เราเองต้องยอมรับในเรื่องนี้ว่าเราไม่ใช่ทางนี้ เหมือนกันเจไดที่ไร้ดาบแสง แต่มันก็ต้องสู้ ด้วยสังคม ที่บางอย่างบางที เรารู้สึกว่าเราเรียนอยู่กับคนที่เราพูดด้วยการศึกษาแล้วไม่รู้เรื่อง ก่อนเข้ามาที่นี่ เราหวังมากไปจริงๆว่าจะเจออะไรที่ดีกว่านี้ แต่กระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิด อาจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดเสมอไป มีที่สูงก็ย่อมที่ต่ำ และนี่คือความคิดที่ประมาทโคดของเราอีกอย่างนึงก่อนเข้ามา แต่ถ้ามึงยังอยู่ตรงนี้ มึงก็ต้องปรับตัวให้ได้ ซึ่งเราเลือกอวดดีที่จะไม่ทำ ในเมื่อ ณ ที่ตรงนั้น ทุกท่านต่างเป็นอย่างที่ทุกท่านอยากจะเป็น อย่าบอกให้เราต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนสิ เพราะเราเองก็เลือกที่จะเป็นอย่างที่เราเป็นเช่นกัน พอคิดได้แบบนี้ เราก็จะรู้สึกดีขึ้นที่มาเรียนที่นี่ ฮา...

เลิกวาดการ์ตูนได้แล้ว - หรือไม่ก็ประมาณ วาดเป็นแต่การ์ตูนญี่ปุ่นรึไง? (ป่าว กูวาดการ์ตูนเกาหลี ไอ้ห่า) อันนี้เราได้ยินคนรอบข้างบอกกับเราบ่อยมาก(คนอื่นๆที่ไม่ใช่เพื่อนในกลุ่ม) เราก็ตอบกลับไปอย่างไม่คิดจะปรับปรุงตัว อืมม์...มันกลายเป็นสันดานเราไปแล้วน่ะ ซึงมันก็จริง สิ่งแรกที่ทำให้เราวาดรูปมาเรื่อยๆ เราเริ่มจากการวาดการ์ตูนก่อน เราไม่ได้เกิดมาวาดปิกเกอร์เลย ไม่ได้เกิดมาเอาภู่กันป้ายสีลงผ้าใบเลย ไม่ได้ดิ้นรนที่จะเรียนสายอาชีพทางศิลปะมา ไม่ได้มีความคิดที่จะต้องมาเรียนวิจิตรศิลป์มาก่อน เราผูกพันลึกซึ้งกับ'การ์ตูน'มามากกว่า ยอมรับว่าคำพูดข้างต้น มันทำให้เราปวดร้าวจริงๆไม่ติงนัง

เอาอะไรมาตัดสิน?

การ์ตูนญี่ปุ่นกับการ์ตูนไม่ญี่ปุ่น เราเคยถามครูศิลปะหลายคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับเราได้ จนเรารู้สึกปลงๆ เราเคยลองคิดเล่นๆว่า ถ้าเราลองวาดแบบมาเวลดู จะมีเอฟเฟ็คอะไรเกิดขึ้นอีกมั้ย? แต่ก็ไม่ได้ทำนะ 55+ จริงอยู่ เราก็ยอมรับว่าเราวาดการ์ตูนออกมาได้ญี่ปุ่นจ๋า~  แม้ว่าการ์ตูนแม่แบบเรื่องแรกของเราที่ทำให้เรากลับมาวาดรูปจริงจังคือยูกิ แต่เราก็วาดรูปมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว มันคือความรู้สึกที่ว่า อยากจะวาด ไม่ใช่ วาดให้เหมือน แต่ถึงอยากจะวาดยังไง ถ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ก็วาดไม่ได้อยู่ดี ทุกอย่างย่อมมีต้นความคิด ถ้าอย่างนั้นแล้ว ผู้ที่ถูกมองและตัดสินแล้วว่านั้นน่ะการ์ตูนไทยนะเว้ย นั้นน่ะดรออิ้งอย่างเทพเลยนะเว้ย เหล่านั้นแล้ว ต้นแบบต้องมาจากคนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นรึ? นั่นถึงจะไม่เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับ?

เรื่องที่อยากบ่น อยากระบายในปีหนึ่งนี้ยังมีอีกเยอะแยะ แต่ก็กลัวจะกลายเป็นการประจานสถานที่เรียนของตัวเองไป แม้เราจะไม่ชอบใจในภาควิชาของตัวเองบางอย่าง แต่ก็มีความภูมิใจมากมายที่ได้มีโอกาสมาเรียนที่สถาบันนี้ เพราะงั้นเรื่องที่บ่นไปบางเรื่องมันก็เป็นฟีลโดยส่วนตัวของเราล้วนๆ โปรดใช้วิจารณญาณกลั่นกรองอีกทีนะจ้ะ

ทำไมไม่ซิ่วซะเลย? ฮ่าๆ มีคนถามแบบนี้เยอะมากเวลาเราไปขอเวลาอันมีค่าของเค้ามาฟังเราบ่นหน่อย จริงอยู่ที่เราไม่มีอะไรให้ผูกพันธ์ แต่ประเด็นสำคัญคือ เราต้องการเอาชนะ อะไรหลายๆอย่าง อยากเรียนจนจบ เพราะอยากเอาชนะเลยไม่ยอมซิ่ว แต่ถ้าโดนไทร์จนได้ก็ไม่มีทางเลือกล่ะ (ไม่ขำเลยนะคำนี้T^T)

 

มุมๆหนึ่งในห้องภาพพิมพ์

Comment

Comment:

Tweet

พี่แอมสุดที่รักยิ่ง
ลูกปัดก็กำลังกังวล สิ่งที่ยังไม่ได้เกิด
ลูกปัดอยากจะรู้จริง ๆ ว่า ความสามารถขนาดลูกปัด ที่เคยแต่วิจิตรมาตลอด จะสามารถเรียนแฟชั่นได้มั้ย
ตอนนี้ก็กำลังพยายามอัพตัวเองให้ตามแฟชั่นตลอด
ดูข่าววิจารณ์ชุดของแบรนด์ต่าง ๆ
แต่ก็คิดว่าตัวเองยังด้อยเรื่องนี้อยู่ดี
ลูกปัดคืดว่า...ถ้าเราขยัน และพยายามจนถึงที่สุด
สิ่งที่เราหวังไว้ ก็ไม่ใช่แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ

สู้ ๆ นะพี่สาว

#3 By น้องหลาม (124.121.117.84) on 2009-02-28 13:30

มาๆเด้วรับน้อง*confused smile

#2 By monoprint (118.172.53.187) on 2009-02-15 05:13

ไอ้คนพูดก็ง่ายไป ซิ่วมันเรื่องใหญ่พอๆกะจะพาแฟนมาหาแม่เลยนะเว้ย เข้าใจว่ะ ทุกที่ล้วนมีแต่ปัญหา ไม่สองก็สาม หรือหลายอย่าง
แต่ก็ต้องสู้ๆนะเว้ย เป็นกำลังใจให้ ช่างหัวหมาและหัวกบาลบิดาใคร

มีความสุขก็พอโว้ย big smile

#1 By B-Ichise-\@q@/- on 2009-02-14 21:02